จะว่าไม่เตรียมตัวเที่ยวมาก่อนก็อาจจะเป็นได้ แต่พอเห็นแผนที่ของเวนิชปุ๊บแล้วรู้สึกแปลกใจ เอ๊ะ มันเป็นรูปปลานี่!! ปลาเป็นๆดีๆนี่แหละ เหมือนเด๊ะยังกะเป็นแดนเนรมิตเป็นรูปปลา มีหัว มีหาง มีมีครีบ แล้วก็มีคลองใหญ่ผ่ากลางเป็นเส้นลำตัว น่ารักชะมัด แต่เอ๊ะ มันก็เป็นเกาะด้วยนี่ ตอนนั่งรถข้ามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทันรู้ตัวเลยเช้าวันถัดมาเราตื่นขึ้นอย่างปวดเมื่อยและอยากนอนต่อ โห ฝนตกพรำๆน่านอนชะมัด นี่ถ้าอยู่บ้านคงไม่ออกไปไหนแล้ว แต่เราก็หิวมากเลยต้องออกไปเริ่มการสำรวจเมือง เกาะเวนิชนี้มีถนนสายเล็กสายน้อยตัดกันไปมาๆ ทั้งมีถนนเลียบคลองเล็กๆที่มีอยู่ทั่วเมืองจนอยากจะเดินสำรวจให้ครบทุกถนน แต่อากาศก็ช่างไม่เป็นใจให้เรารู้สึกสดชื่นอยากเดินได้ขนาดนั้น เราก็เลยเดินตามถนนสายหลักที่คนเค้าเดินกันเยอะๆ แล้วมันก็จะผ่านเมืองทั้งเมืองไปสู่จตุรัส San Marcoที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ระหว่างทางก็มีร้านรวงเล็กๆ ของที่นี่ที่เค้าขายกันก็มีเครื่องแก้วบูราโน หน้ากากเทศกาลคานิวัลหลากสี เครื่องแต่งกายแบบชาวเวนิช ผ้าลูกไม้จากมูราโน พัดลูกไม้ แล้วก็สารพัดสารพันที่จะหามาขายได้ ระหว่างทางก็จะเจอสะพานใหญ่ๆอยู่หนึ่งสะพานที่เชื่อมเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน คลองช่วงนั้นก็จะกว้างมากเหมือนข้ามเรือจากท่าช้าง-วังหลัง แต่ข้างคลองเค้ามีตึกรามบ้านช่องหลากสี ร้านอาหารตั้งรอผู้คนมานั่งพัก แล้วก็เรืองกอนโดลาสีดำ จอดเที่ยบท่าอยู่อย่างสง่างาม เค้าว่าเรือกอนโดล่าทุกลำต้องทาสีดำเป็นกฏที่มามาตั้งแต่สมัยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งอวดร่ำรวยด้วยการตกแต่งสีเรือ แต่จะเห็นได้ว่าเจ้าของเรือเค้าก็มีการตกแต่งด้วยเบาะที่นั่งสวยหรูภายในเรือแทน ซึ่งพออยู่กับเรือสีดำก็ดูหรูหราน่าดู
ตุ๊กตาไม้จากเวนิช
หน้ากากแต่เราว่ามันน่ากลัวอ่ะ
ตลาดหน้าสะพาน ของเยอะแยะเลย
ร้านขายผ้าลูกไม้ เจ้เค้าต่อมาได้ผืนนึง
มุมคลองสวยถ่ายจากสะพาน
สะพานใหญ่
เรือกอนโดล่า เค้าก็แต่งกันได้จนงดงามเนอะ รูปนี้มีคนพายด้วย
อันนี้น่ากินอ่ะ แต่ไม่ได้กิน สีสวยมากเลย เป็นพีชคอกเทล
จุ๊บๆๆๆๆ
พิซซ่าหรือเค้กคะ น่ากลัวยิ่งกว่าแป้งหนานุ่ม
กว่าจะเดินไปถึงจตุรัสซานมาร์โค ก็เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี เราซื้อแซนวิชเอาจากแถวๆนั้นแล้วก็เข้าไปนั่งเล่นที่จตุรัส คนเยอะมาก นกพิราบเยอะมากเหมือนทุกๆที่ที่ไปมา แล้วรอบๆเราก็มีตึกที่มีอาร์คเยอะมากล้อมอยู่ มีโบสถ์รูปทรงประหลาด แล้วมองออกไปข้างๆก็เห็นปากอ่าว เป็นท่าเทียบเรือนั่นเอง ดูๆแล้วเมืองนี้ทั้งเมืองจะสวยมากถ้าฝนไม่ตกและอากาศเป็นใจ ช่างน่าเสียดายจริงๆ อยากให้ตอนที่เราไปเที่ยวอากาศดีเหมือนบาเซโลน่าตอนนี้จะดีที่สุดเลย ข้างในโบสถ์นั้นเค้าติดทองที่เพดานสวยงามอลังการ ลายโมเสกที่พื้นก็สวย เป็นลายเรขาคณิตที่ต่อๆกันได้หลายแบบจนไม่น่าเชื่อว่าจะคิดได้ คิดว่าเป็นแบบแขกๆ เมืองค้าขายก็ดียังงี้แหละ ได้อิทธิพลจากหลายๆที่ แล้วก็ร่ำรวย บ่ายวันนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะได้เป็นนักท่องเที่ยวเต็มตัวไปนั่งเรือกอนโดล่าชมเมือง ราคาค่าเหมาเรือต่อลำเค้าว่ากันว่าอยู่ที่80ยูโรต่อหนึ่งรอบ ซึ่งก็ตกประมาณ45นาที ไม่รู้ว่าเป็นมาตรฐานรึเปล่าแต่เพราะว่ามันเย็นแล้ว และฝนก็ทำท่าจะตกหรืออะไรไม่ทราบ พอต่อๆไปก็เลยได้ที่ราคา 60ยูโร สำหรับครึ่งชั่วโมง ก็ดีอยู่ ก็เลยตกลงไปนั่งเรือกัน ชมคลองรอบใน เสียดายที่ไม่มีนักร้องมาขับกล่อมบรรยากาศเพิ่มความโรแมนติก วันนั้นไม่มีแดด ฝนทำท่าจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ เรานั่งเรือไปก็เลยมีกันสี่สาว หนึ่งคนพายกับความเงียบ แล้วก็ล่องเรือในคลองเงียบๆเหมือนชมเมืองร้างตอนน้ำท่วมยังไงบอกไม่ถูก สักพักเค้าก็ชี้ว่านี่บ้านคาซาโนว่านะ นี่พิพิธภัณฑ์มาโคโปโลนะ อะไรต่ออะไรซึ่งเราดูก็ไม่รู้หรอก แล้วสักพักก็จะสวนกะเรือลำอื่นๆซึ่งคงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน นั่งๆแล้วนึกถึงเรื่องทรามวัยกะไอ้ตูบ สงสัยจริงว่านั่นเป็นเวนิชรึเปล่า แล้วเสียงเพลงเพราะๆที่ลอยมามันควรจะมาจากไหน ถ้าได้ยินเสียงเพลงออกมาจากหน้าต่าง หรือสักมุมถนนก็คงจะดีสิ ฮืมม พอกลับมาครบรอบฝนก็ลงเม็ดพอดี โชคดีชะมัด ถ้านั่งนานกว่านั้นก็คงไม่สนุกเลย เย็นวันนั้นหิวมากๆไปกินข้าวที่ร้านนึง เจ้แพรสั่งปลาอะไรไม่รู้มากิน แต่เค้าทอดปลาตัวไม่ใหญ่ทั้งตัวพอกรอบๆข้างนอก แล้วข้างในทั้งนุ่มทั้งหวาน บีบมะนาวหน่อยๆอร่อยมากเลย
โบสถ์ประหลาดหน้าจตุรัสSan Marco
San Marcoหน้าตาเป็นยังงี้
อาร์คเพียบ แขกๆแปลกๆ
ข้างในติดทองอลังการ
แอบถ่ายรูปมา ฮิฮิ
นั่งพักเหนื่อย
ไปขอเค้าถ่ายรูปมา
เห็นเรือคนอื่นเค้าล่องตามคลอง วู้วๆๆๆ ดูเหมือนจะโรแมนติก
เดินเรียบตามถนนเส้นเล็กๆริมคลองเล็กๆ
แล้วเราก็เลยไปล่องเรือบ้าง
เหมือนล่องเรือบนเมืองที่น้ำท่วมเลย กร๊าก




ม่านหน้าร้าน สวยดี
ไหมอิตาลี น่ารักมากเลยยยย
ร้านอาหารแสนสวย แต่แพงใจหาย
ที่สะพานเดิม แต่เป็นตอนกลางคืนคะ
ยังคะ ยังไม่จบ ขออีกหน่อย ยังเหลืออีกวันจะได้กลับบ้านที่บาเซโลนาแล้ว ^ ^ วันสุดท้ายอากาศหมองเมาสุดๆ มันเทาไปทั้งเมือง ฝนปรอยแต่เช้า แล้วเราก็ซื้อตั๋ววันนั่งเรืองเมล์ออกไปเที่ยวเกาะบูราโน ขาไปไปนั่งเรือจากท่าหน้าสถานีรถไฟ แล้วเรือก็วิ่งผ่านคลองเส้นใหญ่ไปออกที่ท่าหน้าอ่าว ออกสู้แกรนคาแนลที่ทั้งกว้างและขาว กว้างมากแล้วก็ลมแรง ท้องฟ้ากะทะเลเป็นสีขาวๆเทาๆเหมือนๆกันสวยมากๆ ไปถึงเกาะบูราโน แล้วก็เข้าไปดูโรงงานเป่าแก้วที่เค้าดักรอเราอยู่หน้าท่าเรือ แต่หลังจากนั้นนิวรู้สึกไม่ค่อยดีเราสองคนเลยกลับมาโรมแรมแล้วก็นอนเล่นอยู่สักพัก ส่วนเจ้เจ้เค้าก็ไปเที่ยวเกาะมูราโนต่อ เรากะนิวหลังจากพักให้หายเหนือยแล้วก็ออกไปเดินเล่นในเทืองอีกหน ไปนั่งเรือเมลล์เล่นให้คุ้มค่าตั๋วไปวินโดว์ช้อปปิ้งแล้วก็ไปนั่งรากาแฟร้านนึง สั่งกาแฟ น้ำชา แล้วก็ทีรามิซุ ปรากฏว่าที่รามิซุไม่อร่อยเลย แต่เค้าเสิร์ฟขนมกรุบกรับมาให้กินกะน้ำชาและกาแฟเพียบ มาเป็นถาดใหญ่เบ่อเริ่ม ปลื้มน่าดู นั่งเพลินๆอยู่ได้สักพัก พอเห็นใบเสร็จแล้วไม่เพลินเลย ของแพงมากอย่างเว่อร์ แต่ก็สบายๆ เหอะๆ ไม่คิดๆ เย็นวันนั้นขากลับก้แวะไปซื้อคาบับมากินอีกเป็นหนที่สองของวัน ทั้งอร่อยและถูก ปลื้มใจเป็นที่สุด จะได้กลับบ้านที่บาซ่าแล้ว ดีใจจัง!!!
ออกไปที่แกรนคาแนล
ฟ้ากะน้ำสีเหมือนกันเลย
วินาทีแห่งแสงแดด ..ก็ยังดีที่ได้เห็น T-T
จนวันสุดท้าย ฝนก็ยังตกอยู่เลยยยย
ถนนเชื่อมเกาะเวนิชกะเวนิชฝั่งเมืองใหญ่
วันสุดท้ายที่อิตาลีเราตื่นแต่เช้าจะไปขึ้นรถบัสไปสนามบิน แต่ไปพลาดรถรอบแรกที่จะไปเลยต้องเรียกแท็กซี่ไปสนามบินแทน ซึ่งก็โอเค แพงกว่าหน่อย แต่ไม่ต้องรีบว่าจะไปสนามบินไม่ทัน ไปถึงทุกอย่างเรียบร้อยดี แล้วเราก็มาถึงบาซ่าตอนเที่ยงวันอาทิตย์ที่สวยงาม : )






วิหารของฟลอเรนซ์จากด้านหน้า
อาหารจีนเต็มโต๊ะเรยยย

หอแบบติสต์

อยู่ตรงนั้นไง สวนไพ่ทาไร่ แค่นั้นเอง >,<
ประตูทอง



สะพาน
ทางเดินริมแม่น้ำ
บรรยากาศร้านขายของบนสะพาน เหมือนถนนธรรมดาๆเลย
ช้อนสลัดของที่ระลึกที่ชอบมากๆเลย
แฮ่ๆ



