Saturday, April 26, 2008

ตอน สี่สาวตะลุยเมืองคลองร้อยสาย

หูววววว รถไฟวิ่งมาเทียบท่าที่เวนิชตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่พอรู้ตัวก็ค่ำแล้ว พอเดินออกไปนอกสถานีปุ๊บก็ต้องสะดุดเพราะทั้งฝนตกทั้งเดินต่อไปไหนไม่ได้เกินสิบก้าว ก็คลองมันขวางอยู่ข้างหน้าอย่างนั้นเลย อุปสรรคด่านแรกของการมาเยือมเมืองแสนโรแมนติกแห่งนี้คือ "สะพาน"(ถ้าเราไม่นับสายฝนที่ตามมาเยี่ยมเยียนเราได้ทุกวัน -_-") เราทั้งสี่หอบหิ้วกระเป๋าเดินทางแล้วก็ต้องลากขึ้นสะพาน ตึ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆตามขั้นบันได ที่ว่าเมืองนี้มันไม่มีถนนหนทางนี่เป็นอย่างนี้เอง แปลกดีแทนที่จะมีถนนให้รถวิ่ง ก็มีคลองให้เรือเดินแทน เราเดินหาโรงแรมกันตอนหัวค่ำเดินข้ามสะพานไปสองสามอันแล้วก็รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ แหม สงสัยเราชอบสะพานกันมาก เดินข้ามสะพานเกินไปตั้งสองสะพาน แหะๆ แล้วก็ต้องหันหลังกลับ โรงแรมจริงๆแล้วอยู่ไม่ไกลเลย เฮ้อ โล่งไปที แต่เอ๊ะ เปิดประตูออกมา...ทางขึ้นมันเป็นบันไดนี่! บันไดๆๆๆ เอาเถอะ ชินได้แล้ว บันไดกะสะพาน..เฮ้ออออ ^-^"

จะว่าไม่เตรียมตัวเที่ยวมาก่อนก็อาจจะเป็นได้ แต่พอเห็นแผนที่ของเวนิชปุ๊บแล้วรู้สึกแปลกใจ เอ๊ะ มันเป็นรูปปลานี่!! ปลาเป็นๆดีๆนี่แหละ เหมือนเด๊ะยังกะเป็นแดนเนรมิตเป็นรูปปลา มีหัว มีหาง มีมีครีบ แล้วก็มีคลองใหญ่ผ่ากลางเป็นเส้นลำตัว น่ารักชะมัด แต่เอ๊ะ มันก็เป็นเกาะด้วยนี่ ตอนนั่งรถข้ามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทันรู้ตัวเลยเช้าวันถัดมาเราตื่นขึ้นอย่างปวดเมื่อยและอยากนอนต่อ โห ฝนตกพรำๆน่านอนชะมัด นี่ถ้าอยู่บ้านคงไม่ออกไปไหนแล้ว แต่เราก็หิวมากเลยต้องออกไปเริ่มการสำรวจเมือง เกาะเวนิชนี้มีถนนสายเล็กสายน้อยตัดกันไปมาๆ ทั้งมีถนนเลียบคลองเล็กๆที่มีอยู่ทั่วเมืองจนอยากจะเดินสำรวจให้ครบทุกถนน แต่อากาศก็ช่างไม่เป็นใจให้เรารู้สึกสดชื่นอยากเดินได้ขนาดนั้น เราก็เลยเดินตามถนนสายหลักที่คนเค้าเดินกันเยอะๆ แล้วมันก็จะผ่านเมืองทั้งเมืองไปสู่จตุรัส San Marcoที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ระหว่างทางก็มีร้านรวงเล็กๆ ของที่นี่ที่เค้าขายกันก็มีเครื่องแก้วบูราโน หน้ากากเทศกาลคานิวัลหลากสี เครื่องแต่งกายแบบชาวเวนิช ผ้าลูกไม้จากมูราโน พัดลูกไม้ แล้วก็สารพัดสารพันที่จะหามาขายได้ ระหว่างทางก็จะเจอสะพานใหญ่ๆอยู่หนึ่งสะพานที่เชื่อมเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน คลองช่วงนั้นก็จะกว้างมากเหมือนข้ามเรือจากท่าช้าง-วังหลัง แต่ข้างคลองเค้ามีตึกรามบ้านช่องหลากสี ร้านอาหารตั้งรอผู้คนมานั่งพัก แล้วก็เรืองกอนโดลาสีดำ จอดเที่ยบท่าอยู่อย่างสง่างาม เค้าว่าเรือกอนโดล่าทุกลำต้องทาสีดำเป็นกฏที่มามาตั้งแต่สมัยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งอวดร่ำรวยด้วยการตกแต่งสีเรือ แต่จะเห็นได้ว่าเจ้าของเรือเค้าก็มีการตกแต่งด้วยเบาะที่นั่งสวยหรูภายในเรือแทน ซึ่งพออยู่กับเรือสีดำก็ดูหรูหราน่าดู

ตุ๊กตาไม้จากเวนิช

หน้ากากแต่เราว่ามันน่ากลัวอ่ะ
ตลาดหน้าสะพาน ของเยอะแยะเลย

ร้านขายผ้าลูกไม้ เจ้เค้าต่อมาได้ผืนนึงมุมคลองสวยถ่ายจากสะพาน
สะพานใหญ่
เรือกอนโดล่า เค้าก็แต่งกันได้จนงดงามเนอะ
รูปนี้มีคนพายด้วย
อันนี้น่ากินอ่ะ แต่ไม่ได้กิน สีสวยมากเลย เป็นพีชคอกเทล
จุ๊บๆๆๆๆ
พิซซ่าหรือเค้กคะ น่ากลัวยิ่งกว่าแป้งหนานุ่ม
กว่าจะเดินไปถึงจตุรัสซานมาร์โค ก็เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี เราซื้อแซนวิชเอาจากแถวๆนั้นแล้วก็เข้าไปนั่งเล่นที่จตุรัส คนเยอะมาก นกพิราบเยอะมากเหมือนทุกๆที่ที่ไปมา แล้วรอบๆเราก็มีตึกที่มีอาร์คเยอะมากล้อมอยู่ มีโบสถ์รูปทรงประหลาด แล้วมองออกไปข้างๆก็เห็นปากอ่าว เป็นท่าเทียบเรือนั่นเอง ดูๆแล้วเมืองนี้ทั้งเมืองจะสวยมากถ้าฝนไม่ตกและอากาศเป็นใจ ช่างน่าเสียดายจริงๆ อยากให้ตอนที่เราไปเที่ยวอากาศดีเหมือนบาเซโลน่าตอนนี้จะดีที่สุดเลย ข้างในโบสถ์นั้นเค้าติดทองที่เพดานสวยงามอลังการ ลายโมเสกที่พื้นก็สวย เป็นลายเรขาคณิตที่ต่อๆกันได้หลายแบบจนไม่น่าเชื่อว่าจะคิดได้ คิดว่าเป็นแบบแขกๆ เมืองค้าขายก็ดียังงี้แหละ ได้อิทธิพลจากหลายๆที่ แล้วก็ร่ำรวย บ่ายวันนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะได้เป็นนักท่องเที่ยวเต็มตัวไปนั่งเรือกอนโดล่าชมเมือง ราคาค่าเหมาเรือต่อลำเค้าว่ากันว่าอยู่ที่80ยูโรต่อหนึ่งรอบ ซึ่งก็ตกประมาณ45นาที ไม่รู้ว่าเป็นมาตรฐานรึเปล่าแต่เพราะว่ามันเย็นแล้ว และฝนก็ทำท่าจะตกหรืออะไรไม่ทราบ พอต่อๆไปก็เลยได้ที่ราคา 60ยูโร สำหรับครึ่งชั่วโมง ก็ดีอยู่ ก็เลยตกลงไปนั่งเรือกัน ชมคลองรอบใน เสียดายที่ไม่มีนักร้องมาขับกล่อมบรรยากาศเพิ่มความโรแมนติก วันนั้นไม่มีแดด ฝนทำท่าจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ เรานั่งเรือไปก็เลยมีกันสี่สาว หนึ่งคนพายกับความเงียบ แล้วก็ล่องเรือในคลองเงียบๆเหมือนชมเมืองร้างตอนน้ำท่วมยังไงบอกไม่ถูก สักพักเค้าก็ชี้ว่านี่บ้านคาซาโนว่านะ นี่พิพิธภัณฑ์มาโคโปโลนะ อะไรต่ออะไรซึ่งเราดูก็ไม่รู้หรอก แล้วสักพักก็จะสวนกะเรือลำอื่นๆซึ่งคงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน นั่งๆแล้วนึกถึงเรื่องทรามวัยกะไอ้ตูบ สงสัยจริงว่านั่นเป็นเวนิชรึเปล่า แล้วเสียงเพลงเพราะๆที่ลอยมามันควรจะมาจากไหน ถ้าได้ยินเสียงเพลงออกมาจากหน้าต่าง หรือสักมุมถนนก็คงจะดีสิ ฮืมม พอกลับมาครบรอบฝนก็ลงเม็ดพอดี โชคดีชะมัด ถ้านั่งนานกว่านั้นก็คงไม่สนุกเลย เย็นวันนั้นหิวมากๆไปกินข้าวที่ร้านนึง เจ้แพรสั่งปลาอะไรไม่รู้มากิน แต่เค้าทอดปลาตัวไม่ใหญ่ทั้งตัวพอกรอบๆข้างนอก แล้วข้างในทั้งนุ่มทั้งหวาน บีบมะนาวหน่อยๆอร่อยมากเลย

โบสถ์ประหลาดหน้าจตุรัสSan Marco

San Marcoหน้าตาเป็นยังงี้
อาร์คเพียบ แขกๆแปลกๆ ข้างในติดทองอลังการ
แอบถ่ายรูปมา ฮิฮิ

นั่งพักเหนื่อย

เรือกอนโดล่าที่หน้าอ่าว

ไปขอเค้าถ่ายรูปมา
เห็นเรือคนอื่นเค้าล่องตามคลอง วู้วๆๆๆ ดูเหมือนจะโรแมนติก
เดินเรียบตามถนนเส้นเล็กๆริมคลองเล็กๆ
แล้วเราก็เลยไปล่องเรือบ้าง เหมือนล่องเรือบนเมืองที่น้ำท่วมเลย กร๊าก




ม่านหน้าร้าน สวยดี ไหมอิตาลี น่ารักมากเลยยยย
ร้านอาหารแสนสวย แต่แพงใจหายที่สะพานเดิม แต่เป็นตอนกลางคืนคะ

ยังคะ ยังไม่จบ ขออีกหน่อย ยังเหลืออีกวันจะได้กลับบ้านที่บาเซโลนาแล้ว ^ ^ วันสุดท้ายอากาศหมองเมาสุดๆ มันเทาไปทั้งเมือง ฝนปรอยแต่เช้า แล้วเราก็ซื้อตั๋ววันนั่งเรืองเมล์ออกไปเที่ยวเกาะบูราโน ขาไปไปนั่งเรือจากท่าหน้าสถานีรถไฟ แล้วเรือก็วิ่งผ่านคลองเส้นใหญ่ไปออกที่ท่าหน้าอ่าว ออกสู้แกรนคาแนลที่ทั้งกว้างและขาว กว้างมากแล้วก็ลมแรง ท้องฟ้ากะทะเลเป็นสีขาวๆเทาๆเหมือนๆกันสวยมากๆ ไปถึงเกาะบูราโน แล้วก็เข้าไปดูโรงงานเป่าแก้วที่เค้าดักรอเราอยู่หน้าท่าเรือ แต่หลังจากนั้นนิวรู้สึกไม่ค่อยดีเราสองคนเลยกลับมาโรมแรมแล้วก็นอนเล่นอยู่สักพัก ส่วนเจ้เจ้เค้าก็ไปเที่ยวเกาะมูราโนต่อ เรากะนิวหลังจากพักให้หายเหนือยแล้วก็ออกไปเดินเล่นในเทืองอีกหน ไปนั่งเรือเมลล์เล่นให้คุ้มค่าตั๋วไปวินโดว์ช้อปปิ้งแล้วก็ไปนั่งรากาแฟร้านนึง สั่งกาแฟ น้ำชา แล้วก็ทีรามิซุ ปรากฏว่าที่รามิซุไม่อร่อยเลย แต่เค้าเสิร์ฟขนมกรุบกรับมาให้กินกะน้ำชาและกาแฟเพียบ มาเป็นถาดใหญ่เบ่อเริ่ม ปลื้มน่าดู นั่งเพลินๆอยู่ได้สักพัก พอเห็นใบเสร็จแล้วไม่เพลินเลย ของแพงมากอย่างเว่อร์ แต่ก็สบายๆ เหอะๆ ไม่คิดๆ เย็นวันนั้นขากลับก้แวะไปซื้อคาบับมากินอีกเป็นหนที่สองของวัน ทั้งอร่อยและถูก ปลื้มใจเป็นที่สุด จะได้กลับบ้านที่บาซ่าแล้ว ดีใจจัง!!!

ออกไปที่แกรนคาแนล
ฟ้ากะน้ำสีเหมือนกันเลย
วินาทีแห่งแสงแดด ..ก็ยังดีที่ได้เห็น T-T
จนวันสุดท้าย ฝนก็ยังตกอยู่เลยยยย
ถนนเชื่อมเกาะเวนิชกะเวนิชฝั่งเมืองใหญ่

วันสุดท้ายที่อิตาลีเราตื่นแต่เช้าจะไปขึ้นรถบัสไปสนามบิน แต่ไปพลาดรถรอบแรกที่จะไปเลยต้องเรียกแท็กซี่ไปสนามบินแทน ซึ่งก็โอเค แพงกว่าหน่อย แต่ไม่ต้องรีบว่าจะไปสนามบินไม่ทัน ไปถึงทุกอย่างเรียบร้อยดี แล้วเราก็มาถึงบาซ่าตอนเที่ยงวันอาทิตย์ที่สวยงาม : )

4 25 08

Wednesday, April 23, 2008

Dia de Sant Jordi!!

ฮูวว ออกจากบ้านมาวันนี้เห็นคนขายดอกกุหลาบกะตั้งโต๊ะขายหนังสือเต็มไปหมด มาค้นพบว่ามันเป็นวัน Sant Jordi หรือ Saint Gorgeของอังกฤษ แต่ทั้งสองเราก็ไม่รู้จักอยู่ดี เค้าเล่าว่าSaint Gorgeนี้ ปราบมังกรแล้วไปช่วยเจ้าหญิงมาจากหอคอยได้ เป็นอัศวินผู้กล้า และเป็นเทพประจำเมืองบาเซโลนา วันนี้ก็เลยกลายเป็นวันแห่งความรัก เหมือนวันวาเลนไทน์ก็ไม่ปาน มาอยู่ที่นี่แล้วได้เจอธรรมเนียมแปลกๆหลายอย่าง มันต่างจากที่เรารู้จักกันมาก เพราะเทศการต่างๆของที่นี่ถึงมันจะคล้ายกับของสากล แต่เค้าก็มีธรรมเนียมและเรื่องราวที่เค้ายึดถือของเค้าเอง เช่น วันคริสต์มาสก็ไม่ได้ฉลองวันที่25ธันวา แต่เป็นวันที่5มกรา ที่สามกษัตริย์มาเยือน ส่วนวันอีสเตอร์ก็ไม่มีกระต่ายช็อคโกแลต แล้ววันแห่งความรักก็คือวันนี้แทน ไม่น่าละเมื่อวันที่14กุมภาที่ผ่านมา ไม่เห็นกุหลายสักดอก มาบานเอาก็วันนี้เอง เต็มถนนเลย คนที่นี่เค้ารักธรรมเนียมของตัวเองมากแล้วก็บอกว่าฉันไม่ทำตามแบบหนังอเมริกันหรอก :)

เอ่อ แล้วยังไม่หมด คือวันนี้มันมีหนังสือมาเกี่ยวด้วย คือว่าเช่นกันวันนี้เป็นวันแห่งหนังสือ สองวันนี้ไม่น่ามาเกี่ยวกันได้ แต่บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเสียชีวิตของ Cervantes กวีคนสำคัญที่เขียน Don Quixote และ Shakesperes น่าน เค้าเลยนับเอาวันนี้เป็นวันแห่งหนังสือ แล้วขายหนังสือกันกระจาย มีแผงหนังสือมาตั้งเต็มทุกถนน เคียงข้างไปกับแผงขาบกุหลาบ แล้วคนก็เยอะมากออกมาจากไหนไม่รู้เหมือนไม่ทำงานทำการกัน ส่วนนักการเมืองก็ถือโอกาสมาขายหนังสือหาเสียงกันสุดๆ เค้าว่าแทบจะเป็นวันแห่งนักการเมืองไปด้วยอีกวัน บ่ายวันนี้แดดดีอากาศสบายๆ บรรยากาศบนท้องถนนเลยคึกคักยิ่งกว่างานสัปดาห์หนังสือบ้านเรา (แต่เค้ามีวันเดียว) สำหรับหนุ่มๆก็ซื้อดอกไม้ให้สาวๆ ส่วนสาวๆก็มอบหนังสือให้หนุ่มๆ อะไรมันจะน่ารักได้ขนาดนี้ไม่มีอีกแล้ว เราก็ได้แต่เดินๆๆ ต้องฟันฝ่าฝูงชนเพื่อไปโรงเรียนภาษา คนมันเยอะได้ขนาดนั้นเลย

คืนวันนี้มีเกม Barca แข่งกะ ManU วันไหนมีเกมทีไรจะมีพวกแฟนคลับใส่เสื้อบอลเดินเต็มเมืองให้รู้ว่าวันนี้มีเกม โดยเฉพาะแฟนคลับของอังกฤษเป็นที่รู้กันว่าจะเดินโวยวายกันแต่หัววัน หลังหมดเกมแล้วยิ่งใหญ่เลย วันนี้ได้ข่าวว่าถึงขั้นต้องปิดรถไฟใต้ดินบางช่วง เพราะแฟนบอลเต็มขบวนเดินทางไปสนาม ถ้าได้เดินเจอก็ขำดีเหมือนกัน ช่วงนี้หลังปรับเวลาขึ้นก็ทำให้มืดช้าลงมาก สองทุ่มแล้วยังสว่างอยู่เลย ไหนๆก็ไหนๆแล้วล่ะ เราก็เลยตามเพื่อนไปดูบอลที่บาร์ละกัน การดูบอลที่นี่ถ้าให้หนุกมากๆต้องไปดูที่ไอริชผับหรือของพวกฝั่งอังกฤษ เพราะเค้าบ้ากันมากๆคนจะแน่นและส่งเสียงดังกันสุดๆ แต่เรากะเพื่อนไปหาที่ที่มันเงียบๆหน่อยนั่งสบาย แต่ไปถึงก็ไม่มีที่อยู่ดี ต้องยืนดู แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เบียดกันมากมาย วันนี้เลยเป็นวันแรกที่เราไปดูบอล แฮ่ (พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น) แต่ขนาดเราไปเชียร์ทั้งคู่ก็ทำไม่ได้สักแต้มอยู่ดี แต่เพื่อนเราใจดีคอยบรรยายให้ฟังตลอดว่าดูเกมยังไง -u-" ดูๆไปชั่วโมงครึ่งก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ สนุกดี ไว้หนหน้าคงต้องหาโอกาสไปดูที่สนามจริงๆ คงจะสนุกน่าดูเลย หิหิ

ตกใจคนเต็ม La Ramblasเลย โชคดีที่เข้าเมืองไปเจอนะเนี่ย
ขายหนังสือกันคึกคัก
ดอกกุหลาบหลากสี
นี่ก็คนเต็มถนน ชอบจังเวลามีเทศกาลอะไรคนเค้าออกมากันอย่างนี้จริงๆ ว่ากันว่าคนสเปนอยู่ไม่ติดบ้าน เชื่อคะ
สีฟ้าด้วย ปลอมมากเลย ^^"
อ่ะ อันนี้แถม คุณพี่ไปทำอะไรอยู่บนนั้นคะ หิหิ

อิตาลีตอนที่สามจะตามมาไวๆนี้ โปรดตั้งหน้าตั้งตารอหน่อยนะคะ จุ๊บๆ
4 23 08

Tuesday, April 22, 2008

ตอนที่2 สี่สาวตะลุยทัสคานี

จากโรมเรานั่งรถไฟตรงไปฟลอเรนซ์สามชั่วโมง ไปถึงฟลอเรนซ์อากาศทึมเทา เที่ยวหนนี้อากาศเมาๆตลอดเลย ไปถึงก็แวะไปดูโบสถ์ที่อยู่ข้างสถานีรถไฟ ข้างในมีภาพเขียนแบบฟลอเรนซ์สวยมากๆ แล้วก็ไปกินข้าว วันนั้นอยากกินพาสต้าธรรมดาๆบ้าง เลยสั่งสปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศธรรมดา เค้าใช้มะเขือเทศลูกเล็กหั่นครึ่งทำเป็นซอสโรยหน้ามาเต็ม อร่อยมากๆ ไม่เคยคิด จากนั้นเราก็ไปเดินเล่น แล้วไปดูDavid ที่อคาเดมี ค่าเข้าตั้ง6ยูโร แถมต่อคิวยาวมากแล้วฝนตกอีก เดวิดก็เดวิดเหอะ ไม่คุ้มเลย แต่นะ ก็ข้างในมีงานแกะหินของMichelangeloชิ้นอื่นๆที่ทำไม่เสร็จ แล้วก็มีงานแกะหินอื่นๆสวยดี เหมือนหลุดเข้าไปในตึกปั้น เห็นแล้วได้แต่คิดถึงเพื่อนๆ อยากให้มาเห็นด้วยกัน คงจะตื่นเต้นดี แต่เดวิดก็งั้นๆแหละ แปลกดี งานดังๆที่เห็นบ่อย พอเจอของจริงแล้วกลับไม่ตื่นเต้นซะยังงั้น เย็นวันนั้นเป็นมื้อแรกที่เราเลี้ยวเข้าร้านอาหารจีน แล้วก็ซัดหมี่ผัด กะเกี๊ยวน้ำให้อิ่มหนำ พาสต้ากะพิซซ่าไม่ไหวแล้ว...

เดินมาจากถนนจะเห็นยังงี้ก่อน มีหอแบ๊บติสต์กั้นไว้
วิหารของฟลอเรนซ์จากด้านหน้า

อาหารจีนเต็มโต๊ะเรยยย
เฮ้ย ทำไมบะหมี่กลายเป็นพาสต้าไปได้ละนั่น!! (ขายตัวเองน่าดู ขายหน้านั่นเอง)


วันต่อมาเรานั่งรถไปPisa ต้องนั่งย้อนกลับไปทางที่จะไปโรม ไปถึงอากาศแจ่มใส เมืองปีซ่าเป็นเมืองเล็กๆ จากสถานีรถไฟเราก็เดินไปจนอีกฝั่งของเมืองข้ามแม่น้ำ ราวๆ 15นาที ก็จะเจอหอเอียงตั้งตะเงงๆอยู่นั่นแล หอเอียงปีซ่านั้นจริงๆแล้วเป็นหอระฆังของโบสถ์แห่งเมืองปีซ่า แต่รอบๆโบสถ์นั้นเป็นสนามหญ้าสีเขียวสด แล้วก็มีกำแพงเมืองล้อมรอบอยู่ ดูแปลกตา อากาศที่ดูชื้นนิดๆ ทำให้หลงคิดว่าเหมือยอยู่ในอังกฤษเลยทีเดียว ค่าขึ้นหอเอียงนั้นเค้าเก็บแยกต่างหากจากค่าเข้าชมวิหาร ซึ่งเราไม่ได้ขึ้นไปดู แต่ไปนั่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้า นั่งดูบรรยากาศรอบๆ นั่งกินขนม รอบๆเราก็มีพวกกลุ่มเด็กนักเรียนมาวิ่งเล่น เตะบอล บรรยากาศดีมาก สดใส สดชื่น ข้างๆสนามเป็นทางเดินยาวๆที่มีร้านขายของที่ระลึกมาตั้งเต็มไปหมด ของที่ระลึกที่นี่น่ารักดี มีตัวพีนอคคีโอ หน้ากาก หอเอนปีซ่าขายเต็มไปหมด เสียดายที่วันนั้นเรามีอีกโปรแกรมต้องไปเลยไม่ได้อยู่เดินเล่นต่อในเมือง ตอนบ่ายเราก็นั่งรถต่อไปเมืองชื่อ Capalbio ด้วยความตั้งใจที่จะไปดูสวนประติมากรรม Tarot Garden ของ Niki โดยเฉพาะ พอไปถึงสี่โมงกว่า ท้องฟ้ามืดมากฝนทำท่าจะตก แล้วที่สถานีรถไฟก็ไม่มีอะไรเลยมีคาเฟ่อยู่ร้านนึงเราก็เข้าไปถามทาง เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ซะงั้น บอกเราว่าสวนนั่นมันอยู่ไกลมาก ไปไม่ได้หรอก ต้องนั่งแท๊กซี่ไป แล้วเราก็เรียกแท็กซี่ไม่ได้เลย เดินไปก็ไม่ได้ เค้าบอกว่ามันไกลไป หลอกให้เรานั่งอยู่ในร้านสั่งของกินอยู่เป็นนาน พอสักพักเราตัดสินใจออกไปเดินเล่นฆ่าเวลารอรถไฟเที่ยวต่อไป เมืองมันเล็กมาก แล้วก็เงียบมาก ห้าโมงเย็นร้านค้าปิดหมดแล้ว ร้างสุดๆ ปรากฏว่าเห็นแผนที่เมือง แล้วสวนนั่นก็อยู่ห่างไปแค่ 700 เมตรเท่านั้น น่าเสียดายชะมัด กว่าจะรู้สวนมันก็ปิดให้เข้าชมแล้ว และอากาศก็ยังแย่อีกด้วย คงไม่คุ้มหากต้องเดินฝ่าฝนปรอยๆกะลมหนาวๆไป มานั่งรู้สึกเจ็บใจ อุตส่าห์มาถึงที่แท้ๆ ดันเจอเจ๊ที่สถานีรถไฟหลอกให้นั่งอยู่ในร้าน ไม่ได้เป็นอันไปไหนกันพอดี ค่ำวันนั้นเลยนั่งรถไฟจ๋อยกลับเข้าเมือง สงสารผู้ร่วมเดินทางชะมัด นั่งรถไฟไปๆมาๆไม่ได้สบายเลย


ถนนสายหลักของเมือง เดินตรงเข้าไปที่โบสถ์
ถึงแล้วๆหอเอียงเมืองพิซซ่า เอ่ย ปีซ่า
จากด้านบน ไปจิกรูปของเจ้เค้ามา ไม่กล้าขึ้นไปเอง หิหิภายในโบสถ์หอแบบติสต์
ชอบสนามหญ้ามากเลย เขียวจัง
แอบถ่ายเค้ามา น่ารัก น่าหยิก
สี่สาวกะหอเอียง จริงๆแล้วมันเอียงเพราะเราเอง เอิ้กๆอยู่ตรงนั้นไง สวนไพ่ทาไร่ แค่นั้นเอง >,<ไปไหนๆ
ดอกไม้อะไรไม่รู้หอมเหมือนกลิ่นพายเลมอนเลย หอมมากๆ


วันที่สามในฟลอเรนซ์เราไปวิหารกลางเมืองที่เราอยากไปนักหนา วันแรกที่มาถึงเดินผ่านตอนอากาศไม่ดีแล้วมันหมองๆดูฝุ่นจับเขอะขระจนอยากเอาแปรงไปขัดให้สะอาดๆ แต่วันนี้ไปถึงตอนแดดออก เลยช่วยให้เห็นว่าสวยขึ้นหลายเท่า เราเข้าไปดูภายในโบถส์ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ(หลังจากที่เข้าไปหลายโบสถ์แล้ว) แล้วก็ออกมาหาทางขึ้นไปโดมแทน ทางเข้าโดมเราต้องเดินอ้อมมาเข้าจากอีกด้านของโบสถ์ ทั้งๆที่ประตูมันก็อยู่ในโบถ์แท้ๆ ต้องเดินขึ้นบันไดวนไป ตอนแรกๆก็โอเค แต่ชั้นบนๆมันชันมากๆแล้วก็ยังวันเวย์อีก เห็นคนอื่นเดินสวนลงมาแล้วบ่นพึมพำว่า "คงต้องขอคุยกะสถาปนิกหน่อยแล้ว" เอาเถอะ ตอนสร้างเค้าคงไม่คิดจะให้มันเป็นที่ท่องเที่ยวเนอะ การขึ้นไปบนโดมหนนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ขึ้นไปบนโดม ไม่ได้ดูจากข้างล่างเฉยๆ ก่อนที่จะได้ออกไปสูดอากาศภายนอกเราเลยได้เดินวนรอบโดมจากระเบียงข้างในครึ่งรอบด้วย รู้สึกว่าอยู่สูงแทบจะถึงเพดาน เห็นภาพเขียนแทบจะแตะได้เลยทีเดียว ส่วนภาพเขียนบนเพดานก็ตัวใหญ่มาก นับถือคนที่วาดจริงๆว่าพลังมาก ต้องทั้งเก่งทั้งไม่กลัวความสูงอีกต่างหาก ไม่เอาอ่ะ น่ากลัวหล่นลงไปจะตาย แฮะๆ บันไดขั้นสุดท้ายก่อนได้ขึ้นไปนอกโดมนั้นเป็นบันไดลิงต้องปีนไป แหะๆ แต่พอได้ออกไปข้างนอกก็ลืมไปได้เลยว่าได้เดินขึ้นมาสูงแค่ไหน ข้างบนสวยมากๆแล้วก็เห็นเมืองข้างล่างเป็นสีส้มๆเล็กๆเต็มไปหมด เมืองนี้เค้าว่าเป็นเมืองอนุรักษ์ที่ไม่ให้มีการสร้างตึกใหม่ๆ ก็เลยไม่มีอะไรสูงไปกว่าโดม แต่การอนุรักษ์ก็ทำให้เมืองมันไม่โต แล้วก็หยุดอยู่ยังงั้นกับการเวลา กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวไปนั่นเอง

ต่อจากโดมเราเดินเล่นไปในเมืองตั้งใจจะไปดูภาพวีนัสของ Botticelliที่แกลเลอรี่ริมแม่น้ำอาโนลล์ ระหว่างทางก็ได้กลิ่นอาหารหอมมากๆเป็นเบอเกอร์รถเข็นขายโดยสองพี่น้องร่างใหญ่น่ากินมาก มีทั้งเนื้อวัวเนื้อหมูต้ม เลยได้มากินกันคนละชิ้นเป็นอาหารกลางวัน เดินไปกินไปจนไปถึงจตุรัสหนึ่งมีรูปปั้นเดวิดจำลองตั้งอยู่กับรูปปั้นอื่นๆ ก็เลยไปนั่งพักกินกันอยู่ตรงนั้น เดวิดจำลองหน้าตาไม่ต่างจากเดวิดจริงแถมไม่เสียค่าเข้าชม แค่มันไม่ขลัง จากนั้นเราก็เดินผ่านแกลเลอรี่ไปเห็นคิวยาวมากเลยส่ายหัวว่าคงไม่เข้าไปดูแล้ววีนัส ไปดูเมืองดีกว่า ที่ริมเกอเลอรี่เป็นแม่น้ำ แล้วก็มีสะพานสวยๆอยู่อันนึง เราเลยไปเดินเล่น สะพารนั้นเป็นสะพารที่มีหลังคาแล้วก็มีร้านจิวเวอรี่ขายเต็มไปหมด เรียกว่าดักนักท่องเที่ยวน่าดู แต่ดักเราไม่ได้ซะเอิงเอย ที่อีกฝั่งของแม่น้ำมีวังชื่อPitti ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรเพราะก่อนมาเที่ยวไม่ได้เช็คไว้เลย ตอนนั้นเลยแยกกับเจ้ๆที่เค้าอยากเข้าแกลเลอรี่ เรากับนิวเลยจะไปดูภาพเขียวทิวทัศน์ของทัสคานีที่เห็นในโปสเตอร์หน้าวังในแกลเลอรี่อีกแห่งแทน

การตัดสินใจครั้งนั้นเลยพาให้เราได้เดินเล่นไปจนถึงทางเข้าสวนแห่งหนึ่งซึ่งมันเชื่อมกับสวนของวังPitti เราเลยโดนมัดมือชกซื้อตั๋วค่าเข้าชมสวน แล้วเดินทะลุไปยังวัง เรากะนิวเลยได้เข้าไปเดินเล่นในสวนวันฝนปรอย (อีกแล้วครับท่าน) แต่ก็ถือว่าเป็นบุญที่ทำให้ได้เห็นดูโอโมเต็มๆตา จากเนินเขาที่เราเดินเล่นกันนั่นเอง โชคดีมากๆ ความจริงสวนที่เราเดินเล่นอยู่มันก็สวยดี แต่เหมือนสวนของอลิซในวันเดอร์แลนไปหน่อย คือเดินไปเดินมาแล้วหลง หาทางเชื่อมต่อไปยังสวนของวังPittiไม่ได้ (ชอบชื่อวัง วังปิติ) ก็เลยได้ไปเจอระเบียงชมวิวที่เป็นคาเฟ่ สวยมากๆ เห็นวิวของเมืองทั้งเมืองรวมทั้งวิหารและโดม ถือว่าคุ้มที่ได้ขึ้นไป จากนั้นเราก็รีบเดินไปเพราะนั้นเจ้ๆเอาไว้ทำให้เวลาไม่พอไปดูห้องแสดงเครื่องเคลือบ กับเครื่องแต่งกายในส่วนของวัง แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกเนอะได้เดินเล่นจนเมื่อยแล้ว เย็นนั้นเสียดายมาก เพราะเราหิวกันมากๆแล้วเจอร้านราเมงอยู่ร้านนึงอยากไปกินตั้งแต่วันแรกที่เห็นแต่มันยังไม่เปิดจนกว่าจะดึกกว่านั้น ก็เลยไปลงเอยที่ร้านพาสต้าแถวสถานีรถไฟ วันนั้นได้กินรีซอตโต้อร่อยมากๆเลย : )


เสื้อน่ารักๆ

ประตูทอง
ข้างในโดมเขียนรูปซะอลังการ
ระหว่างเดินขึ้นโดม
วิวจากข้างบน
สวยงาม
เจ้พิมแอบถ่านเราไว้ด้วย TuT
อาหารกลางวันเบอเกอร์แสนอร่อย

เดวิทปลอมๆสะพาน ทางเดินริมแม่น้ำ บรรยากาศร้านขายของบนสะพาน เหมือนถนนธรรมดาๆเลย
สี่สาวบนแม่น้ำอาโนลล์กระเป๋าใบสวยช้อนสลัดของที่ระลึกที่ชอบมากๆเลย
ในสวนที่เดินหลงไปมากัน แฮ่ๆ
บรรยากาศสลัวๆแต่เห็นโดมได้แต่ไกล
เห็นแทบจะทั้งเมืองเลย
รูปนี้นิวถ่ายได้ดีจัง ชอบๆ
รีซอตโต้อร่อยๆ

ฉะนั้นจึงเป็นฉะนี้ โปรดติดตามตอนต่อไป ^-^
4 22 08