สี่สาวตะลุยแดนพาสต้า
ตอน สี่สาวตะลุยเมืองโบราณ(ทำเสียงเหมือนโดราเอมอนนะ)
ควรจะจำได้ดีมั๊ยนะ เอ๊ะ เรากะนิว อ้อ ไปถึงโรมเที่ยงวันที่4 เมษา ซึ่งมันก็นานมาแล้ว วันนั้นแทบขึ้นเครื่องบินไม่ทันเพราะมัวแต่โอ้เอ้กันตอนเช้า เลยพลาดรถไฟไปหนึ่งขบวน พอไปถึงสนามบินเห็นคิวยาวยังคิดว่าคนอื่นเค้าทำอะไรกันชักช้า ที่ไหนได้ เราไปสายจนเค้าแทบจะไม่รับเช็คอิน ให้เอากระเป๋าขึ้นเครื่องได้เลย โชคดีที่กระเป๋าเราใบเล็ก กว่าจะวิ่งไปถึงเกท เหนื่อยลิ้นห้อยแทบลงไปนอนตายกันตรงนั้น สงสารนิวมากๆ ไม่เอาอีกแล้ว ไปถึงเฉียดฉิวแบบนี้ อันตรายชะมัด แฮะๆไปถึงสนามบินFimucio เจ้แพรกะเจ้พิมก็นั่งรอกันอยู่ที่คาเฟ่ พอเจอหน้าก็ได้กิน Kripy Kreamเลย มันน่าชื่นใจ หิม นึกแล้วเหมือนผ่านมาเป็นปีเลย จากสนามบินเราเช่ารถเข้าไปในโรม เป็นการดีที่ได้เห็นเมืองรอบนึงก่อนเหมือนได้นั่งรถทัวร์ชมเมือง พอไปถึงที่พักเราซึ่งอยู่ข้างสถานีรถไฟกลาง Termini ก็หิวกันปางตาย วันนั้นเราไปเที่ยวโคลีเซียม ตื่นเต้นมาก พอออกจากรถไฟใต้ดินก็เจอเลย ใหญ่เตะตา เอ่อในตัวเมืองโรม มีรถไฟใต้ดินอยู่สองสายเท่านั้น เหมือนบ้านเรา แต่ที่เค้าสร้างไม่ได้เพราะใต้ดินมีซากเมืองโบราณเยอะ แต่รถเก่ามาก-มาก เก่าเหมือนเมืองทั้งเมืองเลย ค่าเข้าโคลีเซียมแพงมาก ตั้ง11ยูโร นี่แทบจะเป็นราคามาตรฐานของค่าเข้าดูสถานที่ต่างๆในอิตาลี ซึ่งก็ไม่ค่อยจะยอมให้ค่าส่วนลดกับนักเรียนต่างชาติอีกต่างหาก รู้สึกว่าจะมีที่นี่ที่เดียวที่เราได้ส่วนลดกันกับเจ้พิม นอกนั้นก็จ่ายเต็มหมดเลย ภายในโคชีเซียมใหญ่มาก เป็นสนามกีฬาที่ทำด้วยกินล้วนๆ (แต่ข้างนอกสวยกว่า) ส่วนชั้นบนมีบริเวณแสดงงานรูปแกะสลัก ซึ่งก็มีรูปขบวนงานศพเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่แปลกใจเลยเพราะประวิติมันไม่น่าอภิรมย์ เป็นที่ให้คนสู้กับสัตว์ และสัตว์สู้กับสัตว์ ดังนั้นพิธีแห่ศพเลยคงเป็นพิธีที่เค้าทำกันอยู่ทั่วๆไป เย็นวันนั้นเราหิวกันมากๆ เพราะยังไม่ได้กินอะไรกันตั้งแต่เครื่องลงยกเว้นขนมจุกจิกที่คุณเจ้ๆหอบหิ้วกันมา เลยไปนั่งกินไอติมรองท้อง แล้วก็ไปเจอร้านพิซซ่าร้านหนึ่งบรรยากาศดีมาก เจ้าของร้านออกมาแนะนำว่าร้านเค้าไม่มีพาสต้านะ มีแต่พิซซ่า ซึ่งเราก็ไม่เสียใจ ในเมนูที่นี่เค้ามีพิซซ่าสองแบบ เรียกว่าแบบแดง คือมีซอสมะเขือเทศที่แป้ง กะแบบขาวคือไม่มี วันนั้นได้หลบลมเข้าไปในร้านอุ่นๆสั่งพิซซ่ามาสองถาด กะสลัดหนึ่งจาน แป้งบางมากๆ กินกันอิ่มอร่อย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นมื้อที่ถูกที่สุด และอร่อยที่สุดตลอดที่เที่ยวมาเลย
อู้ว รูปนี้ประทับใจ ออกมาปุ๊บ กำลังจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป ก็เจอป้าๆทำเหมือนกันเลย
นี่ไงที่เค้าถ่ายกัน ออกมาจากเมโทร ก็ตะหง่านยังงี้เลย
ข้างในใหญ่โต
สี่สาววันแรก (หิหิ)
ข้างนอกสวยกว่า ยังมีแรงกระโดดโลดเต้น
หิวแล้วๆ
อ้า ไอติมลูกแรกของเรา :)
จากไอติมมากมายให้เลือก
และก็พิซซ่าแสนอร่อย
ทั้งคู่เลยยย
วันที่สองเราตื่นสายให้หายเหนื่อยแล้วออกไปเที่ยววาติกัน เมืองวาติกันตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกะโรม มีกำแพงใหญ่ๆหนาๆตั้งล้อมรอบ แต่ส่วนที่เราเข้าไปได้ก็คือจตุรัส Sant Peter ที่มีระเบียงเสาโค้งล้อมรอบอยู่ ตรงกลางมีน้ำพุแล้วคนก็เยอะมากๆ มากพอๆกับนกพิราบ เราก็ไปต่อคิวที่ยาวมากๆเพื่อเข้าไปในวิหารSaint Peter ข้างในใหญ่โตอลังการ ตกแต่งหรูหราด้วยรูปปั้นและโมเสกมากมาย ตอนแรกเราก็คิดว่ารูปที่เราเห็นๆอยู่เต็มไปหมด(ใหญ่ๆทั้งนั้น)มันเป็นรูปเขียนธรรมดา แต่พอมองไปใกล้ๆจะเห็นว่ามันเป็นโมเสกชิ้นเล็กมากๆ ประทับใจเลย ในวิหารนี้มีรูปสลัก Pieta ตั้งอยู่ในตู้กระจกกันกระสุน แล้วก็มีธรรมาสเทศน์ไม้แกะสลักเป็นเกลียวๆ แต่ในโบถส์มันไม่สว่างๆนะ ดูอะไรก็สลัวๆไปหมด จะว่าสวยก็ไม่เชิง จะว่าไม่สวยก็ไม่น่าใช่ หิหิ แค่ไม่อินเท่านั้นเอง ตอนบ่ายไป Vatican Museum ข้างในมีของเก่าๆเยอะแยะ แต่เราตั้งใจไปดูวิหารSistineฝีมือMichelangeloซึ่งเหมือนโดนหลอกให้เดินไปจนสุดทางกว่าจะเจอ คือมันอยู่แทบจะเป็นที่สุดท้ายของทางเดินทั้งหมด ระหว่างนั้นก็ได้เห็นภาพSchsol of Atehs แล้วก็มีห้องนึงเป็นภาพเขียนแผนที่สมัยก่อน ใช้สีน้ำเงินได้สวยมากๆเลย เพดานวิหารซีสทีนก็อยู่สูงมาก นึกสภาพตอนเค้าเขียนรูปแล้วสงสาร ส่วนภาพเขียนเรื่องการกำเนิดโลกก็แบ่งเป็นช่องๆ เราสงสัยว่าเค้าซ่อมแซมภาพจนมันดูใหม่มาก ไม่ขลังเลย :) ตอนจะออกจากวาติกัน เหนื่อยมากๆ อยู่จนเค้าแทบจะปิดประตูไล่ เหลือบไปเห็นไปรษณีย์ กำลังจะไปซื้อแสตมป์ เท่านั้นแหละ เค้าก็บอกว่าปิด มันน่าเคืองจริงๆ พนักงานคนอิตาลีนี่ไม่เฟลกเลย จากนั้นเราเหนื่อยกันมากๆแล้วก็ไปนั่งเล่นที่บันไดสเปน ย่านนั้นเป็นย่านช้อปปิ้งที่ไม่ต่างจากย่านช้อปปิ้งในสเปนเท่าไหร่เพราะคนเยอะมากๆเดินกันเต็มถนน แต่เราก็ได้แค่นั่งมอง เพราะไม่มีแรงเดิน แหะๆ บันไดนั้นเป็นทางขึ้นไปบนเนินเขา ซึ่งข้างบนมีวิลล่าของตระกูลMediciแล้วก็มีโบสถ์อยู่หลังนึง ขึ้นไปตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี เห็นท้องฟ้าเป็นสีชมพูสวยมากๆ แต่ลมเย็นน่าดู ตรงนั้นมีร้านอาหารอยู่ร้านนึงด้วย บรรยากาศน่านั่งสุดๆ แต่เราก็ได้แค่นั่งมองละนะ ^-^
จตุรัส San PeterPietaจากตู้กระจก
แท่นธรรมาสน์ไม้
The Dome
ดูดีๆเป็นโมเสกนะเนี่ย
มีคนหมดแรงด้วย
ออกมาเติมพลัง
กระเบื้องก็สวย
แผนที่ใหญ่โต ชอบห้องนี้มากเลย School of Athens
ภาพ The Last Judgement ในวิหาร Sistine
เพดานเรื่องการกำเนิดโลก มันลายตาไปหมด
เฮ้ สาวๆกะภาพเขียนรูปจตุรัสSan Peter
โหย ป้ายไอติมชวนกิน นั่งพักเหนื่อยที่บันไดสเปน
นี่เป็นร้านอาหารที่เค้ายังไม่เปิด
ข้างบนบรรยากาศดีมาก ลงมาถ่ายรูปอีกรอบ เห็นคนเพียบเลย
อ่านจากหนังสือนำเที่ยวเค้าบอกว่า ชายชาวโรมัน ตื่นแต่เช้า ออกไปเดินเล่นทักทายกับผู้คน ไปโรงอาบน้ำ แล้วไปบ้านผู้อุปการะ จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นสังสรรค์กันกับหมู่ผู้ชาย จนกว่าจะพอใจแล้วค่อยกลับบ้าน เราก็เลยสรุปกันว่า ชายชาวโรมันเป็น...
วันนี้วันที่สามเรานั่งรถไฟออกไปเมืองปอมเปอี ซึ่งเป็นเมืองที่เคยถูกภูเขาไฟวิซุเวียสระเบิดใส่ตั้งแต่ปี 79AD แต่เค้าขุดเจอซากเมืองที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก ก็เลยกลายมาเป็นเมืองโบราณที่มีคุณค่าต่อการมากเที่ยวดูเป็นอย่างยิ่ง การมาเมืองนี้เราต้องนั่งรถจากโรมไปทางใต้แล้วไปต่อรถที่นาโปลี จากนั้นก็นั่งมาอีกชั่วโมงกว่า เบ็ดเสร็จนั่งรถสามชั่วโมง ปอมเปอีเป็นเมืองซากเมืองที่สมบูรณ์มาก เห็นได้ว่ามีการวางผังเมืองที่ชัดเจนเป็นระบบเป็นบล๊อกๆเหมือนหมู่บ้านในปัจจุบันไม่ปาน แล้วในบ้านก็มีการเขียนสีที่ผนัง แต่เสียดายที่ชิ้นที่สมบูรณ์ๆเค้าขุดออกไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ในนาโปลีซึ่งเราไม่ได้ไปกัน แต่การได้เข้าไปเดินในซากบ้านแต่ละหลังนั้นมันแปลกๆ แต่พอเดินๆไปเหนื่อยๆอะไรๆมันก็เหมือนกันหมดแล้วมันก็เลยน่าเบื่อ หาทางออกก็ไม่เจอเพราะมันใหญ่มาก ขากลับไม่ได้เดินย้อนกลับไปทางเข้า แต่ได้ออกไปจากอีกสุดขอบเมือง เลยได้นั่งรถไฟอีกสายไปลงที่อีกสถานีในนาโปลี ซึ่งละแวกนั้นน่ากลัวมาก ขนาดไปกันสี่คนกลางวันแสกๆยังรู้สึกกว่าไม่ปลอดภัย โชคดีที่สถานีใหญ่อยู่ไม่ไกลจากนั้นเราเลยเดินไปอย่างระมัดระวัง และตั้งใจว่าจะไม่กลับมาเมืองนี้อีกเลย กึ๋ยๆๆๆๆ
Pompeiiมองจากทางเข้า
ทางเดินภายในเมือง
บ้านที่ทาสีไว้ก็ยังมีสีเหลือให้เห็นอยู่
รูปผนังนี้สวยมาก
เค้าเขียนแบ่งผนังเป็นช่องๆ
มีเทวดาตัวเล็กตัวน้อย น่ารักชะมัด
ห้องครัวติดถนน เหมือนร้านขายข้าวแกงเลย
ภายในบ้านปูพื้นโมเสกเล็กๆ
ทางข้ามเป็นหินก้อนๆอ่ะ เหมือนทางม้าลายนูนๆ แปลกดี
อ่ะ รูปนี้มีตากล้องมาถ่ายให้ เค้าบอกให้มองข้ามหัวไหล่ไป และ "Never shoot into the sun!" แถมคิดท่ายืนให้เราเสร็จสรรพ ออกมาเป็นเงี้ย :D (บาน)
สำหรับเราแล้วโรมเป็นเมืองไม่น่าอยู่ คงจะไม่ต่างจากเมืองใหญ่ทั่วไป แต่โดยเฉพาะว่าโรมมันเป็นเมืองเก่า มีแต่ของเก่าๆแล้วก็เลยฝุ่นเยอะ แฮะๆ อันหลังนี้เราผูกเรื่องขึ้นเอง แต่โรมฝุ่นเยอะจริงๆ แต่นอกเหนือจากฝุ่นแล้วก็มีร้านไอติมกะร้านพิซซ่าเยอะมากๆด้วย เฮ!!!! วันสุดท้ายที่อยู่ที่โรม เราไปเดินเล่นในเมืองกัน วันนั้นอากาศดีมาก แดดแรงทำให้อะไรๆก็สวย ตอนเช้าเราแวะเข้าโบสถ์ Santa Maria della Vittoria เพื่อไปดูรูปสลัก The Esctasy of St. Theresa ฝีมือ Bernini ซึ่งหลบอยู่ในผนังด้านซ้าย เข้าไปนึกว่ามาผิดที่ แหะๆ จากนั้นก็ไปน้ำพุเทรวี่ ซึ่งพอเดินจะไปถึงก็ได้ยินเสียงน้ำดังมาแต่ไกล วันนั้นแดดดีอะไรๆก็สวยจริงๆ เราเอาแซนวิชอาหารเช้าไปนั่งกินริมน้ำพุ ทำให้แซนวิชธรรมดาอร่อยขึ้นได้หลายเท่า (แต่มันก็อร่อยจริง) จากนั้นเราก็เดินลัดเลาะไปวิหาร Pantheon ซึ่งมันเก่ามากได้ใจ เก่าเหมือนมันไม่น่ามาตั้งอยู่ตรงนั้นได้ เป็นเพราะความตั้งใจที่เค้าจะรักษามันให้อยู่ในสภาพที่ดูเหมือนเดิมตั้งแต่สมัยโน้นนั่นเอง รอบๆวิหารเป็นจตุรัสมีคาเฟ่กะร้านไอติมมากมาย เดินไปทางไหนก็มีแต่ร้านไอติม :) ตอนบ่ายเวลาเหลือเรากลับเข้าไปย่านเนินเขาPalatinoซึ่งเดิมเป็นย่านการค้าสมัยอริสโตเติลโน่นเพื่อไปดูซากเมืองโบราณที่วันแรกเราเดินผ่านแล้วไม่สนใจเพราะมันเป็นแค่ซากๆ แต่ซากมันก็เป็นซากยังไงยังงั้น มันแทบจะไม่เหลืออะไรให้เห็นแล้ว แป่วๆๆๆ เย็นวันนั้นหิวกันอีกแล้ว แฮะๆ เข้าซุปเปอร์ไปเจอไก่ย่างทั้งตัว ซื้อมากินกับสลัด ทั้งอิ่มและอร่อยกว่ากินที่ร้านเป็นไหนๆ อาหารอิตาลีก็อร่อยแหละนะ แต่แพงขาดใจเลย ซีดๆๆT-T
The Esctasy of St Theresa
window shoppingรองเท้าสวยๆ
น้ำพุเทรวี่
สองหมวย
พีนอคคีโอก็เป็นคนอิตาลีนะ
วิหารPantheon เหมือนทำphotoshopยังไงยังงั้น
ในโดมมีเจาะช่องเป็นรังผึ้งเพื่อลดน้ำหนักโดม แล้วมีช่องเปิดตรงกลางด้วย เท่มากเลย เห็นเมฆลอยไปมา
จตุรัสน่ารักๆ
มีไอติมเยอะแยะอีกแล้ว
เสาแบบทราจัน
เนินPalatino ยิ่งกว่าซาก
โหย เพิ่งรู้ว่ารูปกล้องเจ้พิม ออกมาสีสวยมากๆเลย ทำไมมันถึงสีเข้มได้ใจยังงี้ :)
ปล.กำลังดูข่าวอยู่ วันนี้หยุดอีสเตอร์เป็นวันสุดท้าย เห็นข่าวเมาแล้วขับ อุบัติเหตุรถชนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บเพียบ ไม่ต่างจากบ้านเราเลย ขับรถระวังตัวด้วยนะคะทุกคน
4 20 08

No comments:
Post a Comment