Tuesday, April 22, 2008

ตอนที่2 สี่สาวตะลุยทัสคานี

จากโรมเรานั่งรถไฟตรงไปฟลอเรนซ์สามชั่วโมง ไปถึงฟลอเรนซ์อากาศทึมเทา เที่ยวหนนี้อากาศเมาๆตลอดเลย ไปถึงก็แวะไปดูโบสถ์ที่อยู่ข้างสถานีรถไฟ ข้างในมีภาพเขียนแบบฟลอเรนซ์สวยมากๆ แล้วก็ไปกินข้าว วันนั้นอยากกินพาสต้าธรรมดาๆบ้าง เลยสั่งสปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศธรรมดา เค้าใช้มะเขือเทศลูกเล็กหั่นครึ่งทำเป็นซอสโรยหน้ามาเต็ม อร่อยมากๆ ไม่เคยคิด จากนั้นเราก็ไปเดินเล่น แล้วไปดูDavid ที่อคาเดมี ค่าเข้าตั้ง6ยูโร แถมต่อคิวยาวมากแล้วฝนตกอีก เดวิดก็เดวิดเหอะ ไม่คุ้มเลย แต่นะ ก็ข้างในมีงานแกะหินของMichelangeloชิ้นอื่นๆที่ทำไม่เสร็จ แล้วก็มีงานแกะหินอื่นๆสวยดี เหมือนหลุดเข้าไปในตึกปั้น เห็นแล้วได้แต่คิดถึงเพื่อนๆ อยากให้มาเห็นด้วยกัน คงจะตื่นเต้นดี แต่เดวิดก็งั้นๆแหละ แปลกดี งานดังๆที่เห็นบ่อย พอเจอของจริงแล้วกลับไม่ตื่นเต้นซะยังงั้น เย็นวันนั้นเป็นมื้อแรกที่เราเลี้ยวเข้าร้านอาหารจีน แล้วก็ซัดหมี่ผัด กะเกี๊ยวน้ำให้อิ่มหนำ พาสต้ากะพิซซ่าไม่ไหวแล้ว...

เดินมาจากถนนจะเห็นยังงี้ก่อน มีหอแบ๊บติสต์กั้นไว้
วิหารของฟลอเรนซ์จากด้านหน้า

อาหารจีนเต็มโต๊ะเรยยย
เฮ้ย ทำไมบะหมี่กลายเป็นพาสต้าไปได้ละนั่น!! (ขายตัวเองน่าดู ขายหน้านั่นเอง)


วันต่อมาเรานั่งรถไปPisa ต้องนั่งย้อนกลับไปทางที่จะไปโรม ไปถึงอากาศแจ่มใส เมืองปีซ่าเป็นเมืองเล็กๆ จากสถานีรถไฟเราก็เดินไปจนอีกฝั่งของเมืองข้ามแม่น้ำ ราวๆ 15นาที ก็จะเจอหอเอียงตั้งตะเงงๆอยู่นั่นแล หอเอียงปีซ่านั้นจริงๆแล้วเป็นหอระฆังของโบสถ์แห่งเมืองปีซ่า แต่รอบๆโบสถ์นั้นเป็นสนามหญ้าสีเขียวสด แล้วก็มีกำแพงเมืองล้อมรอบอยู่ ดูแปลกตา อากาศที่ดูชื้นนิดๆ ทำให้หลงคิดว่าเหมือยอยู่ในอังกฤษเลยทีเดียว ค่าขึ้นหอเอียงนั้นเค้าเก็บแยกต่างหากจากค่าเข้าชมวิหาร ซึ่งเราไม่ได้ขึ้นไปดู แต่ไปนั่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้า นั่งดูบรรยากาศรอบๆ นั่งกินขนม รอบๆเราก็มีพวกกลุ่มเด็กนักเรียนมาวิ่งเล่น เตะบอล บรรยากาศดีมาก สดใส สดชื่น ข้างๆสนามเป็นทางเดินยาวๆที่มีร้านขายของที่ระลึกมาตั้งเต็มไปหมด ของที่ระลึกที่นี่น่ารักดี มีตัวพีนอคคีโอ หน้ากาก หอเอนปีซ่าขายเต็มไปหมด เสียดายที่วันนั้นเรามีอีกโปรแกรมต้องไปเลยไม่ได้อยู่เดินเล่นต่อในเมือง ตอนบ่ายเราก็นั่งรถต่อไปเมืองชื่อ Capalbio ด้วยความตั้งใจที่จะไปดูสวนประติมากรรม Tarot Garden ของ Niki โดยเฉพาะ พอไปถึงสี่โมงกว่า ท้องฟ้ามืดมากฝนทำท่าจะตก แล้วที่สถานีรถไฟก็ไม่มีอะไรเลยมีคาเฟ่อยู่ร้านนึงเราก็เข้าไปถามทาง เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ซะงั้น บอกเราว่าสวนนั่นมันอยู่ไกลมาก ไปไม่ได้หรอก ต้องนั่งแท๊กซี่ไป แล้วเราก็เรียกแท็กซี่ไม่ได้เลย เดินไปก็ไม่ได้ เค้าบอกว่ามันไกลไป หลอกให้เรานั่งอยู่ในร้านสั่งของกินอยู่เป็นนาน พอสักพักเราตัดสินใจออกไปเดินเล่นฆ่าเวลารอรถไฟเที่ยวต่อไป เมืองมันเล็กมาก แล้วก็เงียบมาก ห้าโมงเย็นร้านค้าปิดหมดแล้ว ร้างสุดๆ ปรากฏว่าเห็นแผนที่เมือง แล้วสวนนั่นก็อยู่ห่างไปแค่ 700 เมตรเท่านั้น น่าเสียดายชะมัด กว่าจะรู้สวนมันก็ปิดให้เข้าชมแล้ว และอากาศก็ยังแย่อีกด้วย คงไม่คุ้มหากต้องเดินฝ่าฝนปรอยๆกะลมหนาวๆไป มานั่งรู้สึกเจ็บใจ อุตส่าห์มาถึงที่แท้ๆ ดันเจอเจ๊ที่สถานีรถไฟหลอกให้นั่งอยู่ในร้าน ไม่ได้เป็นอันไปไหนกันพอดี ค่ำวันนั้นเลยนั่งรถไฟจ๋อยกลับเข้าเมือง สงสารผู้ร่วมเดินทางชะมัด นั่งรถไฟไปๆมาๆไม่ได้สบายเลย


ถนนสายหลักของเมือง เดินตรงเข้าไปที่โบสถ์
ถึงแล้วๆหอเอียงเมืองพิซซ่า เอ่ย ปีซ่า
จากด้านบน ไปจิกรูปของเจ้เค้ามา ไม่กล้าขึ้นไปเอง หิหิภายในโบสถ์หอแบบติสต์
ชอบสนามหญ้ามากเลย เขียวจัง
แอบถ่ายเค้ามา น่ารัก น่าหยิก
สี่สาวกะหอเอียง จริงๆแล้วมันเอียงเพราะเราเอง เอิ้กๆอยู่ตรงนั้นไง สวนไพ่ทาไร่ แค่นั้นเอง >,<ไปไหนๆ
ดอกไม้อะไรไม่รู้หอมเหมือนกลิ่นพายเลมอนเลย หอมมากๆ


วันที่สามในฟลอเรนซ์เราไปวิหารกลางเมืองที่เราอยากไปนักหนา วันแรกที่มาถึงเดินผ่านตอนอากาศไม่ดีแล้วมันหมองๆดูฝุ่นจับเขอะขระจนอยากเอาแปรงไปขัดให้สะอาดๆ แต่วันนี้ไปถึงตอนแดดออก เลยช่วยให้เห็นว่าสวยขึ้นหลายเท่า เราเข้าไปดูภายในโบถส์ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ(หลังจากที่เข้าไปหลายโบสถ์แล้ว) แล้วก็ออกมาหาทางขึ้นไปโดมแทน ทางเข้าโดมเราต้องเดินอ้อมมาเข้าจากอีกด้านของโบสถ์ ทั้งๆที่ประตูมันก็อยู่ในโบถ์แท้ๆ ต้องเดินขึ้นบันไดวนไป ตอนแรกๆก็โอเค แต่ชั้นบนๆมันชันมากๆแล้วก็ยังวันเวย์อีก เห็นคนอื่นเดินสวนลงมาแล้วบ่นพึมพำว่า "คงต้องขอคุยกะสถาปนิกหน่อยแล้ว" เอาเถอะ ตอนสร้างเค้าคงไม่คิดจะให้มันเป็นที่ท่องเที่ยวเนอะ การขึ้นไปบนโดมหนนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ขึ้นไปบนโดม ไม่ได้ดูจากข้างล่างเฉยๆ ก่อนที่จะได้ออกไปสูดอากาศภายนอกเราเลยได้เดินวนรอบโดมจากระเบียงข้างในครึ่งรอบด้วย รู้สึกว่าอยู่สูงแทบจะถึงเพดาน เห็นภาพเขียนแทบจะแตะได้เลยทีเดียว ส่วนภาพเขียนบนเพดานก็ตัวใหญ่มาก นับถือคนที่วาดจริงๆว่าพลังมาก ต้องทั้งเก่งทั้งไม่กลัวความสูงอีกต่างหาก ไม่เอาอ่ะ น่ากลัวหล่นลงไปจะตาย แฮะๆ บันไดขั้นสุดท้ายก่อนได้ขึ้นไปนอกโดมนั้นเป็นบันไดลิงต้องปีนไป แหะๆ แต่พอได้ออกไปข้างนอกก็ลืมไปได้เลยว่าได้เดินขึ้นมาสูงแค่ไหน ข้างบนสวยมากๆแล้วก็เห็นเมืองข้างล่างเป็นสีส้มๆเล็กๆเต็มไปหมด เมืองนี้เค้าว่าเป็นเมืองอนุรักษ์ที่ไม่ให้มีการสร้างตึกใหม่ๆ ก็เลยไม่มีอะไรสูงไปกว่าโดม แต่การอนุรักษ์ก็ทำให้เมืองมันไม่โต แล้วก็หยุดอยู่ยังงั้นกับการเวลา กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวไปนั่นเอง

ต่อจากโดมเราเดินเล่นไปในเมืองตั้งใจจะไปดูภาพวีนัสของ Botticelliที่แกลเลอรี่ริมแม่น้ำอาโนลล์ ระหว่างทางก็ได้กลิ่นอาหารหอมมากๆเป็นเบอเกอร์รถเข็นขายโดยสองพี่น้องร่างใหญ่น่ากินมาก มีทั้งเนื้อวัวเนื้อหมูต้ม เลยได้มากินกันคนละชิ้นเป็นอาหารกลางวัน เดินไปกินไปจนไปถึงจตุรัสหนึ่งมีรูปปั้นเดวิดจำลองตั้งอยู่กับรูปปั้นอื่นๆ ก็เลยไปนั่งพักกินกันอยู่ตรงนั้น เดวิดจำลองหน้าตาไม่ต่างจากเดวิดจริงแถมไม่เสียค่าเข้าชม แค่มันไม่ขลัง จากนั้นเราก็เดินผ่านแกลเลอรี่ไปเห็นคิวยาวมากเลยส่ายหัวว่าคงไม่เข้าไปดูแล้ววีนัส ไปดูเมืองดีกว่า ที่ริมเกอเลอรี่เป็นแม่น้ำ แล้วก็มีสะพานสวยๆอยู่อันนึง เราเลยไปเดินเล่น สะพารนั้นเป็นสะพารที่มีหลังคาแล้วก็มีร้านจิวเวอรี่ขายเต็มไปหมด เรียกว่าดักนักท่องเที่ยวน่าดู แต่ดักเราไม่ได้ซะเอิงเอย ที่อีกฝั่งของแม่น้ำมีวังชื่อPitti ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรเพราะก่อนมาเที่ยวไม่ได้เช็คไว้เลย ตอนนั้นเลยแยกกับเจ้ๆที่เค้าอยากเข้าแกลเลอรี่ เรากับนิวเลยจะไปดูภาพเขียวทิวทัศน์ของทัสคานีที่เห็นในโปสเตอร์หน้าวังในแกลเลอรี่อีกแห่งแทน

การตัดสินใจครั้งนั้นเลยพาให้เราได้เดินเล่นไปจนถึงทางเข้าสวนแห่งหนึ่งซึ่งมันเชื่อมกับสวนของวังPitti เราเลยโดนมัดมือชกซื้อตั๋วค่าเข้าชมสวน แล้วเดินทะลุไปยังวัง เรากะนิวเลยได้เข้าไปเดินเล่นในสวนวันฝนปรอย (อีกแล้วครับท่าน) แต่ก็ถือว่าเป็นบุญที่ทำให้ได้เห็นดูโอโมเต็มๆตา จากเนินเขาที่เราเดินเล่นกันนั่นเอง โชคดีมากๆ ความจริงสวนที่เราเดินเล่นอยู่มันก็สวยดี แต่เหมือนสวนของอลิซในวันเดอร์แลนไปหน่อย คือเดินไปเดินมาแล้วหลง หาทางเชื่อมต่อไปยังสวนของวังPittiไม่ได้ (ชอบชื่อวัง วังปิติ) ก็เลยได้ไปเจอระเบียงชมวิวที่เป็นคาเฟ่ สวยมากๆ เห็นวิวของเมืองทั้งเมืองรวมทั้งวิหารและโดม ถือว่าคุ้มที่ได้ขึ้นไป จากนั้นเราก็รีบเดินไปเพราะนั้นเจ้ๆเอาไว้ทำให้เวลาไม่พอไปดูห้องแสดงเครื่องเคลือบ กับเครื่องแต่งกายในส่วนของวัง แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกเนอะได้เดินเล่นจนเมื่อยแล้ว เย็นนั้นเสียดายมาก เพราะเราหิวกันมากๆแล้วเจอร้านราเมงอยู่ร้านนึงอยากไปกินตั้งแต่วันแรกที่เห็นแต่มันยังไม่เปิดจนกว่าจะดึกกว่านั้น ก็เลยไปลงเอยที่ร้านพาสต้าแถวสถานีรถไฟ วันนั้นได้กินรีซอตโต้อร่อยมากๆเลย : )


เสื้อน่ารักๆ

ประตูทอง
ข้างในโดมเขียนรูปซะอลังการ
ระหว่างเดินขึ้นโดม
วิวจากข้างบน
สวยงาม
เจ้พิมแอบถ่านเราไว้ด้วย TuT
อาหารกลางวันเบอเกอร์แสนอร่อย

เดวิทปลอมๆสะพาน ทางเดินริมแม่น้ำ บรรยากาศร้านขายของบนสะพาน เหมือนถนนธรรมดาๆเลย
สี่สาวบนแม่น้ำอาโนลล์กระเป๋าใบสวยช้อนสลัดของที่ระลึกที่ชอบมากๆเลย
ในสวนที่เดินหลงไปมากัน แฮ่ๆ
บรรยากาศสลัวๆแต่เห็นโดมได้แต่ไกล
เห็นแทบจะทั้งเมืองเลย
รูปนี้นิวถ่ายได้ดีจัง ชอบๆ
รีซอตโต้อร่อยๆ

ฉะนั้นจึงเป็นฉะนี้ โปรดติดตามตอนต่อไป ^-^
4 22 08

1 comment:

Anonymous said...

โอ๊ยยย
เจฮู น่าอิจฉามั่กมากกก
เที่ยวเผื่อนะ เที่ยวเผื่อออ
ของเรา ต้นเดือนหน้า
ไปเกาะช้าง
กะยอดดอย
โรมานซ์กันสองคนสิ คริ คริ

เออ ที่นี่นะ
หน้าร้อน แต่ฝนตกซะ หนักหนาเลย

แล้วก็
ช่วยเราลุ้นอินดี้บุคส์ด้วยนะจ้ะ
ศุกร์นี้แล้นนนนน