กลับมาแล้วค่าจากMadrid ไปหนนี้ทัวร์ศิลปะขาลาก ผู้คนออกปากว่าไม่ไหวแล้ว มากกว่านี้เห็นที่จะไม่รอด art madrid/ARCO/Thyssen-Bornemisza/Prado/Reina Sofia ศิลปะเต็มหัว ย่อยไม่ทัน จะไม่ทันเอาไปใช้ตอนเปิดเรียน หิหิ
มาดริดสองวันแรกอากาศอึมทึม หวนให้นึกถึงบรรยากาศในลอนดอน อะไรกันนี่มันสเปนหรอกหรือ ต่างจากบาซ่าลิบลับ ทำไมท้องฟ้าเป็นสีเทาได้เช่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าอากาศทึมๆจะทำให้เพื่อนร่วมทางของเราเกิดอากาศซึมๆ พลอยให้เรางึมๆไปได้เช่นกัน ดังนั้นสองวันแรกในมาดริดจึงหมดไปกับการเดินดูงานศิลปะด้วยอารมณ์มึนๆ แต่วันสุดท้ายนี้ตื่นมาแล้วมีแดดท้องฟ้าสดใส เปลี่ยนความรู้สึกให้กับเมืองได้มากมาย เลยเดินเล่นได้อย่างสบายแล้วก็เข้าพิพิธภัณฑ์ไปสามที่ได้เช่นกัน แต่แปลกดีนะ ตั้งแต่มาอยู่บาเซโลน่า แล้วติดใจความรู้สึกชิวๆสบายๆ พอเข้าเมืองใหญ่แบบมาดริด แล้วเกิดอาการเซ็งอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ปลื้มนะ!
ARCO คืออะไร ทำไมจึงน่าจับตามอง
ชื่อเต็มๆว่า the Madrid International Contemporary Art Fair
แล้วมันจะเหมือนเทศกาลหนังสือปะเนี่ย??
ARCOเป็นเทศกาลศิลปะที่จัดขึ้นทุกปีที่มาดริด โดยปีนี้เชิญแกลเลอรี่ที่มียอดขายดีทั่วสเปนและต่างชาติรวม295แห่ง มาเปิดโชว์รูมแสดงงานศิลปะ เพื่อ ขาย ขาย ขาย เท่าที่เห็นแกลเลอรี่ส่วนใหญ่จากต่างชาติมาจากเยอรมัน นิวยอร์ก แล้วก็บราซิลซึ่งปีนี้เป็นแขกรับเชิญพิเศษ นอกนั้นก็มีเดนมาร์ก จีน และคงอื่นๆอีกมากมาย เปิดงานสู่สาธารณะวันแรกผู้คนล้นหลาม ภายในนอกจากจะมีนักเรียนศิลปะตาดำๆมาดูงานอย่างเราแล้ว ก็มีนายหน้า นักธุรกิจ ตัวแทนจากแกลเลอรี่ มิวเซียมมากมาย แอบให้อารมณ์เหมือนงานแสดงรถ เค้าคงค้าขายได้มากมายจากงานนี้ ยกตัวอย่างว่างานชิ้นนึงที่เพื่อนบอกว่าหน้าตาเหมือนภาพแต่งบ้านสุดๆ (มีแค่เส้นเขียวๆเหลืองๆเป็นแถบๆ)แล้วเสนอราคาที่ 50,000e แล้วทั้งสามhallใหญ่ๆที่เห็น อยากรู้ว่าเมื่อแสดงงานเสร็จเม็ดเงินที่ได้จากงานจริงๆแล้วมันจะขนาดไหน เค้าขาย"ศิลปะ"กันได้จริงๆแฮะ! อ้อ แต่ถึงยังไงเค้าก็คงเก็บค่าเข้าได้มากมายอยู่ ค่าตั๋วนักเรียน 21e ตั๋วคนทั่วไป 32e ตั๋วบวกแคตตาลอกรู้สึกจะ 45e คนทั่วไป64e ได้ข่าวว่างานนี้สปอนเซอร์โดยบริษัทรถยนต์นะคะ ^-^
เดินอยู่ในงานตั้งแต่บ่ายสองถึงสามทุ่ม มึนคะ ไม่รู้จะเล่าตรงไหนก่อนดี แปลกนะ ปกติเวลาไปดูงานศิลปะ เราในฐานะนักเรียนศิลปะก็ดูในเชิงการศึกษา ดูงานมาสเตอร์ในมิวเซียม ดูงานใหม่ๆตามวันเปิดงาน ดูว่าเค้าไปกันถึงไหน วันนี้เค้าทำอะไรกัน เราเป็นนักเรียนก็นั่งมองตาปริบๆ เค้าทำงานกันยังไง เยี่ยมเลย น่าสนใจ เทคนิกน่าเอามาใช้ ประเด็นดี แต่ดูไม่รู้เรื่อง ดูเสร็จแล้วกิน กินแล้วกลับบ้าน ไปนั่งคิดต่อว่าเราจะทำงานอะไรดี หืมมมมมมม คิดๆๆๆๆๆ ศิลปะ เฮ้อ ง่วงหลับดีกว่าzzz...
แล้ววันนี้สิ่งที่เห็นมันคือตลาดศิลปะ ตลาดที่เค้าค้าขายกันได้จริง(รึเปล่า)มันไม่ใช่งานเทศกาลศิลปะแบบที่รู้จัก ไม่ใช่venice biennale/documenta ซึ่งไม่ต้องพูดถึงกัน อันนั้นเรายิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่ามันทำงานกันยังไง เค้าขายกันรึเปล่า งานเนี่ย ถ้าขายแล้วเอาไปไว้ไหน ใครซื้อ ใครได้ตังค์ แล้วตังค์ที่พูดถึงนี่มันคือตัวเลขขนาดไหน เพราะคิดดูว่างานที่ทำแล้วไม่ได้ตังค์ (คนจัด)เค้าจะจัดมั๊ย เค้าจะใจดีจัดให้เพราะมันเป็น"งานศิลปะ"หรอ ?? แล้วมันจะต่างกับเทศกาลภาพยนตร์ยังไงนึกออกมั๊ย เราก็ชอบทั้งคู่อะนะ เทศกาลหนังสือก็ชอบเหอะ ไม่ได้อยากพูดให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับงานศิลปะ แต่งานก็คืองาน ถึงรักแค่ไหน ถ้าทำงานแล้วไม่มีเงินใช้ก็อยู่ไม่ได้ใช่มั๊ย เราไม่เคยรู้ความเป็นไปในโลกศิลปะ เพราะงานที่เห็นก็เห็นแต่จากในหนังสือ เราเป็นได้แต่ผู้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ถึงฝันว่าอยากเป็นได้ยังงั้นบ้าง ก็รู้อยู่แค่ว่าวันนี้ต้องทำงาน แล้วเมื่อมีงานก็จะหาหนทางต่อไปได้เอง ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ตาม จริงมั๊ยคะทุกคน? ดังนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจมากกับเรื่องไกลตัว เพราะคิดไปก็ไม่ช่วยอะไร แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อวานมันบอกว่า เออ.. เค้าขายศิลปะกันได้นะคะ
มันแปลกดีนะ หรือเรารู้สึกไปเอง ว่าเวลาบอกว่าขายงานศิลปะแล้วมันฟังดูแปลกๆ สงสัยเราจะไปไม่รอด5555 เพราะงานเดี๋ยวนี้ที่เราเห็นมันก็เป็นงานเชิงperformance/vdo art/installation ใช่มั๊ย พวกนั้นเราถือว่าเราดูงานเอาเป็นความรู้ ดูความเคลื่อนไหวของผู้คน แต่งานรวมๆเท่าที่เราเห็นในarcoมันเป็นงานนี้เค้าเน้นเอาไว้ขาย แน่นอนล่ะ แต่มันคือคำว่า"ศิลปะ"เหมือนกันใช่มั๊ย นั่นแหละ ในฐานะผู้ทำถ้าจะให้อยู่รอดมันก็คงจะอยู่ในสองทางนี้ รึเปล่า คิดยังไงก็บอกกันมั่งเนอะ พูดเองสับสนเอง.. อ้อ กลับเข้าเรื่อง พูดถึงแต่ตัวงานดีกว่า งานส่วนใหญ่ที่เห็นก็น่าสนใจดี มีตั้งแต่ชิ้นเล็กๆแบบที่เราเห็นแล้วปลื้มสุดๆ ไปจนถึงงานชิ้นใหญ่ๆที่เห็นแล้วคิดว่าเค้าจะหอบกันมาได้ยังไง หิหิ (คนทำงานก็มานั่งคิดถึงงานตัวเองว่า เวร แล้วจบปีจะหอบงานกลับบ้านกันยังไงเนี่ย ให้ทิ้งไว้เสียดายแย่ แต่คงขายไม่ออกอยู่ดี หรือไม่ก็ขายไม่ลง 555ชีวิตขำๆที่อยู่ๆไปแล้วจะขำไม่ออก)figurativeยังมีอยู่มากมาย ทั้งเพ้นท์ติง รูปถ่าย ประติมากรรม งานคอลลาจรูปถ่าย งานผ้า งานที่เราเห็นเราถูกใจแต่ก็เสียใจที่มีคนทำไปแล้ว เอางี้ดีกว่า มาดูรูปที่เราถ่ายมาดีกว่า จะเห็นภาพกว่ากันมากมาย แต่เนื่องจากว่าเราถ่าย ก็จะเห็นแต่งานที่เราว่าน่าสนใจอะนะ นะจ้ะๆ



























มาดริดสองวันแรกอากาศอึมทึม หวนให้นึกถึงบรรยากาศในลอนดอน อะไรกันนี่มันสเปนหรอกหรือ ต่างจากบาซ่าลิบลับ ทำไมท้องฟ้าเป็นสีเทาได้เช่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าอากาศทึมๆจะทำให้เพื่อนร่วมทางของเราเกิดอากาศซึมๆ พลอยให้เรางึมๆไปได้เช่นกัน ดังนั้นสองวันแรกในมาดริดจึงหมดไปกับการเดินดูงานศิลปะด้วยอารมณ์มึนๆ แต่วันสุดท้ายนี้ตื่นมาแล้วมีแดดท้องฟ้าสดใส เปลี่ยนความรู้สึกให้กับเมืองได้มากมาย เลยเดินเล่นได้อย่างสบายแล้วก็เข้าพิพิธภัณฑ์ไปสามที่ได้เช่นกัน แต่แปลกดีนะ ตั้งแต่มาอยู่บาเซโลน่า แล้วติดใจความรู้สึกชิวๆสบายๆ พอเข้าเมืองใหญ่แบบมาดริด แล้วเกิดอาการเซ็งอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ปลื้มนะ!
ARCO คืออะไร ทำไมจึงน่าจับตามอง
ชื่อเต็มๆว่า the Madrid International Contemporary Art Fair
แล้วมันจะเหมือนเทศกาลหนังสือปะเนี่ย??
ARCOเป็นเทศกาลศิลปะที่จัดขึ้นทุกปีที่มาดริด โดยปีนี้เชิญแกลเลอรี่ที่มียอดขายดีทั่วสเปนและต่างชาติรวม295แห่ง มาเปิดโชว์รูมแสดงงานศิลปะ เพื่อ ขาย ขาย ขาย เท่าที่เห็นแกลเลอรี่ส่วนใหญ่จากต่างชาติมาจากเยอรมัน นิวยอร์ก แล้วก็บราซิลซึ่งปีนี้เป็นแขกรับเชิญพิเศษ นอกนั้นก็มีเดนมาร์ก จีน และคงอื่นๆอีกมากมาย เปิดงานสู่สาธารณะวันแรกผู้คนล้นหลาม ภายในนอกจากจะมีนักเรียนศิลปะตาดำๆมาดูงานอย่างเราแล้ว ก็มีนายหน้า นักธุรกิจ ตัวแทนจากแกลเลอรี่ มิวเซียมมากมาย แอบให้อารมณ์เหมือนงานแสดงรถ เค้าคงค้าขายได้มากมายจากงานนี้ ยกตัวอย่างว่างานชิ้นนึงที่เพื่อนบอกว่าหน้าตาเหมือนภาพแต่งบ้านสุดๆ (มีแค่เส้นเขียวๆเหลืองๆเป็นแถบๆ)แล้วเสนอราคาที่ 50,000e แล้วทั้งสามhallใหญ่ๆที่เห็น อยากรู้ว่าเมื่อแสดงงานเสร็จเม็ดเงินที่ได้จากงานจริงๆแล้วมันจะขนาดไหน เค้าขาย"ศิลปะ"กันได้จริงๆแฮะ! อ้อ แต่ถึงยังไงเค้าก็คงเก็บค่าเข้าได้มากมายอยู่ ค่าตั๋วนักเรียน 21e ตั๋วคนทั่วไป 32e ตั๋วบวกแคตตาลอกรู้สึกจะ 45e คนทั่วไป64e ได้ข่าวว่างานนี้สปอนเซอร์โดยบริษัทรถยนต์นะคะ ^-^
เดินอยู่ในงานตั้งแต่บ่ายสองถึงสามทุ่ม มึนคะ ไม่รู้จะเล่าตรงไหนก่อนดี แปลกนะ ปกติเวลาไปดูงานศิลปะ เราในฐานะนักเรียนศิลปะก็ดูในเชิงการศึกษา ดูงานมาสเตอร์ในมิวเซียม ดูงานใหม่ๆตามวันเปิดงาน ดูว่าเค้าไปกันถึงไหน วันนี้เค้าทำอะไรกัน เราเป็นนักเรียนก็นั่งมองตาปริบๆ เค้าทำงานกันยังไง เยี่ยมเลย น่าสนใจ เทคนิกน่าเอามาใช้ ประเด็นดี แต่ดูไม่รู้เรื่อง ดูเสร็จแล้วกิน กินแล้วกลับบ้าน ไปนั่งคิดต่อว่าเราจะทำงานอะไรดี หืมมมมมมม คิดๆๆๆๆๆ ศิลปะ เฮ้อ ง่วงหลับดีกว่าzzz...
แล้ววันนี้สิ่งที่เห็นมันคือตลาดศิลปะ ตลาดที่เค้าค้าขายกันได้จริง(รึเปล่า)มันไม่ใช่งานเทศกาลศิลปะแบบที่รู้จัก ไม่ใช่venice biennale/documenta ซึ่งไม่ต้องพูดถึงกัน อันนั้นเรายิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่ามันทำงานกันยังไง เค้าขายกันรึเปล่า งานเนี่ย ถ้าขายแล้วเอาไปไว้ไหน ใครซื้อ ใครได้ตังค์ แล้วตังค์ที่พูดถึงนี่มันคือตัวเลขขนาดไหน เพราะคิดดูว่างานที่ทำแล้วไม่ได้ตังค์ (คนจัด)เค้าจะจัดมั๊ย เค้าจะใจดีจัดให้เพราะมันเป็น"งานศิลปะ"หรอ ?? แล้วมันจะต่างกับเทศกาลภาพยนตร์ยังไงนึกออกมั๊ย เราก็ชอบทั้งคู่อะนะ เทศกาลหนังสือก็ชอบเหอะ ไม่ได้อยากพูดให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับงานศิลปะ แต่งานก็คืองาน ถึงรักแค่ไหน ถ้าทำงานแล้วไม่มีเงินใช้ก็อยู่ไม่ได้ใช่มั๊ย เราไม่เคยรู้ความเป็นไปในโลกศิลปะ เพราะงานที่เห็นก็เห็นแต่จากในหนังสือ เราเป็นได้แต่ผู้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ถึงฝันว่าอยากเป็นได้ยังงั้นบ้าง ก็รู้อยู่แค่ว่าวันนี้ต้องทำงาน แล้วเมื่อมีงานก็จะหาหนทางต่อไปได้เอง ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ตาม จริงมั๊ยคะทุกคน? ดังนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจมากกับเรื่องไกลตัว เพราะคิดไปก็ไม่ช่วยอะไร แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อวานมันบอกว่า เออ.. เค้าขายศิลปะกันได้นะคะ
มันแปลกดีนะ หรือเรารู้สึกไปเอง ว่าเวลาบอกว่าขายงานศิลปะแล้วมันฟังดูแปลกๆ สงสัยเราจะไปไม่รอด5555 เพราะงานเดี๋ยวนี้ที่เราเห็นมันก็เป็นงานเชิงperformance/vdo art/installation ใช่มั๊ย พวกนั้นเราถือว่าเราดูงานเอาเป็นความรู้ ดูความเคลื่อนไหวของผู้คน แต่งานรวมๆเท่าที่เราเห็นในarcoมันเป็นงานนี้เค้าเน้นเอาไว้ขาย แน่นอนล่ะ แต่มันคือคำว่า"ศิลปะ"เหมือนกันใช่มั๊ย นั่นแหละ ในฐานะผู้ทำถ้าจะให้อยู่รอดมันก็คงจะอยู่ในสองทางนี้ รึเปล่า คิดยังไงก็บอกกันมั่งเนอะ พูดเองสับสนเอง.. อ้อ กลับเข้าเรื่อง พูดถึงแต่ตัวงานดีกว่า งานส่วนใหญ่ที่เห็นก็น่าสนใจดี มีตั้งแต่ชิ้นเล็กๆแบบที่เราเห็นแล้วปลื้มสุดๆ ไปจนถึงงานชิ้นใหญ่ๆที่เห็นแล้วคิดว่าเค้าจะหอบกันมาได้ยังไง หิหิ (คนทำงานก็มานั่งคิดถึงงานตัวเองว่า เวร แล้วจบปีจะหอบงานกลับบ้านกันยังไงเนี่ย ให้ทิ้งไว้เสียดายแย่ แต่คงขายไม่ออกอยู่ดี หรือไม่ก็ขายไม่ลง 555ชีวิตขำๆที่อยู่ๆไปแล้วจะขำไม่ออก)figurativeยังมีอยู่มากมาย ทั้งเพ้นท์ติง รูปถ่าย ประติมากรรม งานคอลลาจรูปถ่าย งานผ้า งานที่เราเห็นเราถูกใจแต่ก็เสียใจที่มีคนทำไปแล้ว เอางี้ดีกว่า มาดูรูปที่เราถ่ายมาดีกว่า จะเห็นภาพกว่ากันมากมาย แต่เนื่องจากว่าเราถ่าย ก็จะเห็นแต่งานที่เราว่าน่าสนใจอะนะ นะจ้ะๆ




































แถมด้วยรูปวิวจากหน้าตากที่พัก

อ้อ แล้วหลังจากดูงานมากมายผ่านตัวเลือกของเราแล้ว มาดูงานเล็กๆที่เราเพิ่งทำเสร็จไปดีกว่า ความจริงก็คล้ายๆกันเนอะ




...
ขอติดค้างชื่องานกะชื่อศิลปินไว้ก่อน ถ้าขยันเมื่อไหร่ เฮือกก จะมีเขียนให้ไว้เป็นความรู้นะจ้ะ จุ๊บๆ
2 17 08

2 comments:
นั่นดิ
เราก็เหมือนกัน
ถึงที่สุดแล้ว หนังสือมันก็คือสินค้าอย่างหนึ่ง
ที่เรามีไว้ซื้อขาย
ถ้าเราอ้างแต่ศิลปะอย่างเดียวเราก็อาจอดตาย
เอาไวดีวะ
แหม...จะคิดมากไปไยจ๊ะ?
จะทำเพื่อขาย หรือจะทำเพื่อศิลป์
ก็ทำไปเถิดจ้า
สำหรับเรานะ เราคิดว่ามันไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมานั่งปวดหัวคิดเลย
ก็เราควบคุมกลไกทางสังคมไม่ได้นี่นา
งั้น...คิดมากกะสิ่งที่เราควบคุมได้ดีก่า
"สิ่งที่อยู่ในมือเราไง!"
ทำไป เพลินๆมีความสุข
ทำให้ดี ทำให้ไว เดี๋ยวก็อิ่มท้องเอง
อิอิ
ปล.ชอบงานชิ้นใหม่แกจังเลย โดยเฉพาะชิ้นที่เพ้นเองน่ะ girl on so farrrrrrrrrrrrr
""""""555555555""""""""
Post a Comment